ยานอนหลับ

ถ้าเรานอนไม่หลับกินยานอนหลับจะดีไหม

ยานอนหลับ คือยาที่ออกฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับ ช่วยบรรเทาอาการเครียดและวิตกกังวล ยานอนหลับช่วยให้ผู้ที่มีความผิดปกติในการนอนหลับ ผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับ หรือผู้ที่มักจะตื่นกลางดึกแล้วไม่สามารถนอนหลับต่อให้สามารถนอนหลับได้อย่างสนิทโดยไม่ตื่นขึ้นมาในตอนกลางดึกอีก ผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับจำนวนมากจึงนิยมใช้ยานอนหลับในการช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

ผลข้างเคียงของยานอนหลับ

การใช้ยานอนหลับอาจทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นก็จริง แต่หากใช้ยาผิดวิธีหรือรับประทานต่อเนื่องนานเกินไปอาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ เช่น

– การใช้ยานอนหลับในระยะยาว อาจส่งผลให้การทำงานของสมองเสื่อมถอยลง รวมทั้งอาจส่งผลให้เกิดโรคสมองเสื่อมได้โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
– หากหยุดใช้ยาทันทีอาจส่งผลให้มีอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย และกังวลได้
– ยานอนหลับบางชนิดออกฤทธิ์ยาวนาน แม้กระทั่งตื่นนอนแล้วก็อาจทำให้ยังรู้สึกง่วงนอน อ่อนเพลีย หรือมึนงง ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร

ยานอนหลับ

การสร้างสุขนิสัยในการนอนที่ดี ช่วยให้นอนหลับได้

การนอนหลับเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่จำเป็นต่อการมีสุขภาพที่ดี สมองและร่างกายจะใช้ช่วงเวลานี้ในการบำรุง ซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ถูกใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า และส่งผลดีต่ออารมณ์ในวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม มีผู้คนจำนวนมากที่มีปัญหาในการนอนหลับและตัดสินใจใช้ยานอนหลับ หากแต่ยานอนหลับเหล่านี้ปลอดภัยจริงหรือ? ผู้ที่ใช้ยานอนหลับในระยะยาวจำนวนมากมักมีอาการเสพติดยานอนหลับ และไม่สามารถนอนหลับได้ปราศจากยาเหล่านี้ การพยายามเลิกยานอนหลับ อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากการเลิกยาต่าง ๆ ตามมาอันเป็นผลมาจากการหยุดยานอนหลับอย่างกระทันหันจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

การรักษาอาการนอนไม่หลับที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขนิสัยในการนอนที่ดี การฝึกการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ ควบคู่กับการค่อย ๆ เลิกยานอนหลับ และการบำบัดรักษาอาการนอนไม่หลับร่วมกันกับแพทย์ผู้ชำนาญการอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น มีสุขภาพกายและใจที่พร้อมกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้ง

ข้อควรระวังในการใช้ยานอนหลับ

สิ่งที่สำคัญของการรับประทานยานอนหลับ คือ ไม่ควรรับประทานยาเกินกว่าที่แพทย์สั่ง และไม่ควรรับประทานยาร่วมกับแอลกอฮอล์ เนื่องจากยิ่งเพิ่มความง่วงซึม และอาจเพิ่มฤทธิ์กดการหายใจจนถึงแก่ชีวิตได้ การใช้ยาช่วยนอนหลับบางกลุ่ม โดยเฉพาะยากลุ่ม BZD เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการดื้อยา คือ เมื่อใช้ยาในปริมาณเท่าเดิม แต่ให้ผลน้อยลง และหากหยุดยาทันทีอาจทำให้เกิดอาการถอนยา คือ มีอาการ หงุดหงิด นอนไม่หลับ วิงเวียน สั่น และไม่มีสมาธิ

ดังนั้น การใช้ยานอนหลับจึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และการให้คำแนะนำของเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรปรับเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง หรือหยุดยาเองทันที เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดจากยา การดื้อยา หรืออาการถอนยา

อีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เกิดจากอะไร

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) คือเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) หรือ Human Herpes Virus Type 3 เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิด งูสวัด

อาการ 2 ลักษณะสำคัญของโรค

  1. เด็กที่เป็นจะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร ส่วนผู้ใหญ่มักจะมีไข้สูง มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัด อาจจะมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้
  2. จะมีผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ 1 วันหลังมีไข้ โดยในระยะแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆ และคัน ต่อมาอีก 2-3 วันก็จะตกสะเก็ด ผื่นและตุ่มเหล่านี้จะขึ้นตามไรผมก่อนแล้วกระจายไปตามใบหน้าและลำตัว แผ่นหลัง บางคนจะมีตุ่มขึ้นในช่องปากทำให้ปากและลิ้นเปื่อย จะเกิดอาการเจ็บคอ ระยะเวลาของโรค จากเริ่มมีตุ่มจนเป็นสะเก็ด ประมาณ 6-7 วัน
อีสุกอีใส

อาการแทรกซ้อน

โดยทั่วไป ผื่นจากอีสุกอีใสจะหายโดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นมีการติดเชื้อ แบคทีเรียแทรกซ้อน จะทำให้ผื่นกลายเป็นหนอง และมีแผลเป็นตามมา ในบางรายเชื้ออาจจะกระจายเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและปอดบวมได้ ในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ได้รับยารักษามะเร็ง หรือได้ยา สเตอรอยด์ เชื้ออาจจะกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น สมอง ปอด และตับได้

การติดต่อของโรคอีสุกอีใส

โดยการสัมผัส ถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกของใช้ที่เปื้อนตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใสหรืองูสวัด หรือหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำผ่านเข้าไปทางเยื่อเมือก ระยะฟักตัว 10-20 วัน

การรักษาของโรคอีสุกอีใส

อีสุกอีใสถึงแม้จะไม่ใช่โรคที่รุนแรงในเด็กแต่มักจะเป็นโรคที่หายเองได้ ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้น้องๆหนูๆต้องขาดเรียน เพราะเป็นโรคที่ติดต่อถึงผู้อื่นได้ การรักษาจะรักษาตามอาการ ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน ควรพักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ ถ้ามีไข้สูงให้ใช้ยา พาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้ได้ ไม่ควรใช้ แอสไพริน (Aspirin) เพราะอาจทำให้เกิดอาการทางสมองและตับ จนทำให้ถึงตายได้

การปฏิบัติตัว

  • ควรอาบน้ำและใช้สบู่ฟอกผิวหนังให้สะอาด ตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการแกะเกา
  • การให้ยาต้านไวรัส เพื่อให้ได้ผลดีควรให้รับประทานยาภายใน 24 – 48 ชั่วโมง หลังมีผื่นขึ้น

เรื่องควรรู้

  1. โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มีโอกาสเป็นงูสวัดได้ ในภายหลังประมาณร้อยละ 15% เพราะจะ มีเชื้อหลบอยู่ที่ปมประสาทของร่างกาย (Dorsal North Ganglia)
  2. ควรแยกผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดต่อ โดยระยะแพร่เชื้อจะเริ่มตั้งแต่ 24 ชม. ก่อนที่มีผื่นและตุ่มจะแห้งหมดใช้เวลา 6 – 7 วัน
  3. ไม่มีอาหารที่ต้องห้าม สามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่าง
  4. ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสแล้ว แต่เนื่องจากวัคซีนยังมีราคาค่อนข้างสูงสำหรับประเทศไทย จึงยังไม่กำหนดให้เป็นวัคซีนภาคบังคับ แต่มีข้อแนะนำสำหรับเด็กที่จะฉีดวัคซีน คือสามารถ เริ่มฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ฉีด 1 เข็ม และปัจจุบันแนะนำให้ฉีดกระตุ้นอีกเข็ม ตอนอายุ 4 – 6 ปี ถ้าฉีดตอนอายุเกิน 12 ปี ให้ฉีด 2 -เข็ม ห่างกัน 4 – 8 สัปดาห์ การฉีดวัคซีนให้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หลังจากฉีดวัคซีนใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการสร้างภูมิต้านทาน
  • ผลข้างเคียงของวัคซีน วัคซีนมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่อาจจะทำให้มีไข้, ร้อนแดงตรงตำแหน่งที่ฉีดพบได้ร้อยละ 5 บางรายอาจมีผื่นคล้ายผื่นอีสุกอีใสแต่ไม่รุนแรงประมาณ ร้อยละ 3 – 4
  • ประโยชน์ของการฉีดวัคซีน ลดอัตราการเกิดโรคอีสุกอีใสและลดอัตราการเกิดโรคงูสวัด
  • ข้อห้าม ห้ามฉีดวัคซีนในหญิงมีครรภ์ ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ หลังฉีดควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนหลังจากฉีดยา ผู้ที่ได้รับเคมีบำบัดไม่ควรฉีดในระหว่างที่ทำการรักษาอยู่
สมุนไพร2

ใช้สมุนไพรอย่างไรให้ปลอดภัย

ในปัจจุบันการแพทย์แผนไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเข้าถึงระบบสุขภาพของประชาชน ในทางเดียวันประชาชนก็เริ่มหันมาให้ความสนใจในศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงระบบเดียวไม่สามารถตอบสนองปัญหาสุขภาพได้อย่างครอบคลุม จำเป็นต้องมีทางเลือกในการดูแลรักษาสุขภาพจึงได้นำเอาการแพทย์พื้นบ้านหรือการแพทย์ดั้งเดิมของแต่ละประเทศมาเป็นทางเลือก

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนสักเล็กน้อย เพราะเวลาที่เราพูดถึง “ยาสมุนไพร” คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเฉพาะสมุนไพรที่เป็นพืชเท่านั้น ความจริงแล้ว ยาสมุนไพรหมายรวมถึง ยาที่ได้จากส่วนของพืช สัตว์ และแร่ที่ยังไม่ได้ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ (พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510) (ยกเว้นการทำให้แห้ง) เช่น พืชก็ยังเป็นส่วนของราก ต้น ใบ ผล ซึ่งยังไม่ได้หั่น บด หรือสกัดเอาสารสำคัญออกไป นอกจากพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ แล้ว พืช ผัก ผลไม้นานาชนิดที่เรากินกันในชีวิตประจำวัน ก็จัดเป็นสมุนไพรเหมือนกัน แต่เป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์อ่อนๆ เรียกว่าเป็นอาหารสมุนไพร ที่ให้ประโยชน์ทั้งเป็นอาหารและยารักษาโรคไปด้วยขณะเดียวกัน โดยในวันนี้เราจะมาพูดถึง “หลักในการใช้ยาสมุนไพร” เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถใช้สมุนไพรได้ถูกต้องและปลอดภัย

การใช้สมุนไพรอย่างไร

สมุนไพร2

สมุนไพร แม้จะเป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้น เพราะที่สุดแล้วหากใช้ไม่ถูกต้อง ใช้ไม่ถูกกับอาการ ไม่ถูกกับโรค ปริมาณขนาดที่ใช้ไม่เหมาะสม หรือใช้กับผู้ที่แพ้สมุนไพรบางชนิด ก็อาจเกิดอันตรายที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการใช้สมุนไพรบำบัดโรค จะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรนั้นๆ ก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนั้น การนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา ยังต้องคำนึงถึงรายละเอียดอื่นๆ อีกด้วย เช่น ธรรมชาติของสมุนไพรแต่ละชนิด สายพันธุ์ สภาวะแวดล้อมในการปลูก ฤดูกาล และช่วงเวลาเก็บ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการออกฤทธิ์ในการรักษาโรค ซึ่งหากทำไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ คุณภาพของยาสมุนไพรนั้นๆ ก็จะด้อยประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้าต้องการใช้สมุนไพรอย่างให้ได้ผลดีที่สุด ก็ต้องใช้อย่างมีความรู้ โดยยึดหลักดังต่อไปนี้ (หลักการใช้ยา, สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย) คือ

  • ใช้ให้ถูกต้น สมุนไพรส่วนใหญ่มีชื่อพ้องหรือซ้ำกันมากแล้ว แต่ละท้องถิ่นก็อาจเรียกชื่อแตกต่างกัน ทั้งๆ ที่เป็นพืชชนิดเดียวกัน หรือบางครั้งชื่อเหมือนกัน แต่เป็นพืชคนละชนิด เพราะฉะนั้นจะใช้สมุนไพรอะไรก็ต้องใช้ให้ถูกต้นจริงๆ ดังเช่นกรณีของหญ้าปักกิ่งที่ยกตัวอย่างข้างต้นที่นำหญ้าชนิดอื่นมาขายคนที่ไม่รู้จัก
  • ใช้ถูกส่วน พืชสมุนไพรไม่ว่าราก ดอก ใบ เปลือก ผล หรือเมล็ด จะมีฤทธิ์ในการรักษาหรือบำบัดโรคไม่เท่ากัน แม้กระทั่งผลอ่อน หรือผลแก่ก็มีฤทธิ์แตกต่างกัน ดังนั้น การนำมาใช้ก็ต้องมีความรู้จริงๆ
  • ใช้ให้ถูกขนาด ธรรมชาติของยาสมุนไพร คือ หากใช้น้อยไป ก็จะรักษาไม่ได้ผล แต่ถ้าใช้มากไปก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่นกัน
  • ใช้ให้ถูกวิธี สมุนไพรที่จะนำมาใช้ บางชนิดต้องใช้ต้นสด บางชนิดต้องผสมกับเหล้า บางชนิดใช้ต้มหรือชง ซึ่งหากใช้ไม่ถูกต้องก็ไม่เกิดผลในการรักษา
  • ใช้ให้ถูกโรค เช่น มีอาการท้องผูก ก็ต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ้าไปใช้สมุนไพรที่มีรสฝาด จะทำให้ท้องยิ่งผูกมากขึ้น

การป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

  1. ถ้ายาใดไม่เคยกินมาก่อนเลย ควรเริ่มกินในขนาดที่น้อยๆ ก่อน เช่น กินเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดที่กำหนดให้ รอดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่มีจึงค่อยกินต่อไป
  2. อย่าใช้ยาเข้มข้นเกินไป เช่นยาที่บอกว่าให้ต้มกินธรรมดา ห้ามไปใช้ต้มเคี่ยวกิน เพราะยาจะเข้มข้นเกินไปจนทำให้เกิดพิษได้ เช่นยาขับน้ำนม ถ้าต้มเคี่ยวจะทำให้ยาร้อนเกินไปจนน้ำนมแห้งได้
  3. ควรรู้พิษของยาก่อนใช้ เพราะไม่มียาอะไรที่ไม่มีพิษ การรู้จักพิษจะทำให้มีความระมัดระวังในการใช้มากขึ้น
  4. ไม่ควรกินยาตัวเดียวทุกวันเป็นเวลานานๆ โดยไม่จำเป็น โดยทั่วไปไม่ควรกินยาอะไรติดต่อกันทุกวันเกินหนึ่งเดือน เพราะจะทำให้เกิดพิษสะสมขึ้นมาได้ ข้อนี้สำคัญเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นยาสมุนไพรคงไม่มีพิษอะไร กินทุกวันคงไม่เป็นอะไร แต่ความจริงคือ ทุกอย่ามีทั้งคุณและโทษ กินมากไปก็อาจเกิดผลไม่ได้ได้เช่นกัน
  5. คนที่อ่อนเพลียมาก เด็กอ่อนและคนชราห้ามใช้ยามาก เพราะคนเหล่านี้มีกำลังต้านทานยาน้อย จะทำให้ยาเกิดพิษได้ง่าย

ดังนั้นก่อนจะใช้ยาสมุนไพรแนะนำให้ท่านไปปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากแพทย์แผนไทยใกล้บ้านท่าน ก่อนที่จะเสียโอกาสและเสียเวลาที่จะต้องมารักษาอาการเจ็บป่วยหลังจากการใช้สมุนไพรที่ไม่ถูกต้อง

วันนี้ทุกคนน่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรมากขึ้นนะครับ ว่ามีสำคัญยังไงในการเลือกใช้สมุนไพรแต่ละชนิด เพราะถ้าใช้ไม่ถูกต้น ไม่ถูกส่วน ไม่ถูกขนาด ไม่ถูกวิธีและไม่ถูกกับโรค ก็จะทำให้เราไม่หายจากอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่หรือร้ายแรงไปกว่านั้น อาจจะไปเพิ่มความเจ็บป่วยให้แก่เราได้อีกด้วย

ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ

11 วิธีลดน้ําหนักแบบธรรมชาติได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งยา

ปัจจุบัน สาวๆ (หรือแม้แต่หนุ่มๆ) หันมาสนใจกับการรักษารูปร่างด้วยวิธีลดน้ำหนักแบบธรรมชาติกันมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยการทานอาหารคลีน รวมไปถึงการออกกำลังกายทั้งการวิ่ง หรือเข้าฟิตเนส

แต่หลายๆ คนก็อาจจะมองว่าการไปออกกำลังกายเสียเวลา แถมยังเหนื่อยอีก ดังนั้นจึงหันไปพึ่งยาลดความอ้วนแทน เพราะสามารถหาซื้อได้ง่ายทั้งทางสื่อสังคมออนไลน์หรือแม้แต่แผงตลาดใกล้บ้าน ซึ่งการใช้ยาลดความอ้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง และอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ตามข่าวที่เราได้เห็นกันมาแล้ว! ShopBack จึงอยากจะมาแนะนำ 11 วิธีลดน้ำหนักง่ายๆ ด้วยวิธีลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ ที่ไม่ต้องพึ่งยา มาแชร์ให้เพื่อนๆ กัน รับรองว่าทุกคนสามารถทำได้จริงด้วย

ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ

ลดน้ําหนักแบบธรรมชาติ

  1. ควบคุมแคลอรี่ที่จะเข้าร่างกาย

เราจะกินอาหารเท่าไหร่ก็ได้ โดยให้กำหนดตัวเลข “แคลอรี่” ก่อนอื่นเริ่มจากการค้นหาอัตราการเผาผลาญพลังงาน Basal Metabolic Rate (BMR) ของตัวเองก่อน ซึ่งตัวเลขนี้ของแต่ละคนจะแตกต่างกัน

  1. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และเคี้ยวอาหารช้าๆ

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าถ้าจะลดน้ำหนักก็ต้องไม่กินข้าวสิ! ซึ่งจริงๆ แล้วการลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารไม่ได้หมายความว่าเราต้องมาอดอาหารนะ แต่เป็นการที่เราต้องกินอาหารให้ถูกต้อง ซึ่งวิธีการลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างแรกที่ ShopBack แนะนำคือ การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด และเคี้ยวอาหารช้าๆ ค่ะ

การเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด ช่วยให้เรากินอาหารช้าลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาหารที่เรารับเข้ามาในร่างกาย เพราะสมองต้องใช้เวลาในการเข้าใจว่าร่างกายของเราอิ่มแล้ว แล้วถึงใช้เวลาสั่งการให้เราหยุดกินค่ะ

  1. กินอาหารครบทุกมื้อ

การอดอาหารเป็นวิธีลดความอ้วนที่ผิด หากไม่กินอาหารเป็นเวลานานติดต่อกัน แล้วกลับมากินแบบปกติจะทำให้เกิดอาการโยโย่ หรือน้ำหนักจะเด้งกลับมามากกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ

โดยเฉพาะมื้อเช้าซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถือว่าเป็นมื้ออาหารที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง เพราะการรับประทานอาหารเช้า นอกจากจะช่วยให้ร่างกายมีเรี่ยวแรง ช่วยให้สมองมีประสิทธิภาพดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ไม่อ้วนง่ายเมื่อเทียบกับคนที่ละเลยมื้อเช้า

  1. ออกกำลังกายบ้าง

การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างที่เราก็รู้ๆ กันอยู่ เช่น ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ และสำหรับคนที่มีปัญหานอนไม่หลับการออกกำลังกายยังช่วยให้หลับสบายดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วย ถือเป็นวิธีลดน้ำหนักแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องเสียเงินอีกด้วย

  1. กินอาหารโดยไม่ดูหน้าจอโทรศัพท์ หรือโทรทัศน์

การสนใจเฉพาะจานอาหารที่คุณกินอยู่ ช่วยให้คุณรับแคลอรี่เข้าสู่ร่างกายน้อยลงตามไปด้วยค่ะ มีผลการศึกษาที่พบว่า คนที่กินอาหารโดนที่ดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ขณะที่กินไปด้วย จะไม่ทันรับรู้ว่า ตัวเองกินอาหารเข้าไปมากเท่าไหร่แล้ว และนำไปสู่การกินเกินนั่นเอง

และเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารตรงหน้าอย่างเดียว พบว่าคนที่กินไปดูไป จะกินอาหารมากกว่าคนที่กินอย่างเดียว ไม่ได้สนใจอย่างอื่นถึง 10% เลย เท่านี้ก็เป็นวิธีลดน้ำหนักแบบธรรมชาติแล้ว

  1. ไม่ใช้วิธีสุดโต่ง

หลายคนใจร้อนจึงมักเลือกวิธีลดน้ำหนักเร่งด่วนแบบทางลัด ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนักด้วยการงดแป้งเด็ดขาด หรือสูตรลดความอ้วนภายใน 3 วัน 7 วัน รวมไปถึงการกินยาลดน้ำหนัก บอกเลยว่า ผิดมหันต์

  1. นอนให้เพียงพอและไม่นอนดึก

การอดนอน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรากินมากขึ้นระหว่างวัน ดังนั้นจึงควรนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7 – 9 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนี่คือวิธีที่ง่ายและช่วยให้การลดน้ำหนักที่ได้ผลดีที่สุด

  1. ลด เลิกดื่มน้ำหวาน

ทุกวันนี้ น้ำตาล ขึ้นแท่นเป็นเครื่องปรุงหรือส่วนประกอบอาหารที่แย่ที่สุด หรือมีคุณค่าทางโภชนาการที่น้อยที่สุดแล้ว แต่ถึงรู้แบบนี้ ในแต่ละวัน เราก็ยังบริโภคน้ำตาลกันไม่น้อยเลย ผ่านอาหารปรุงสุกแล้ว หรือเครื่องดื่มที่วางขายกันในท้องตลาด

  1. เสิร์ฟอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพด้วยจานสีแดง

นี่อาจเป็นวิธีการเชิงจิตวิทยาสักหน่อยนะคะ แต่เป็นวิธีลดน้ำหนักแบบธรรมชาติที่ได้ผลดีอย่างน่าเหลือเชื่อเลยค่ะ เรื่องนี้เป็นงานวิจัยที่เขาทดลองใช้จานสีแดงเสิร์ฟขนมให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบรับประทาน

  1. กินอาหารที่มีกากใยสูงและหนืด

ถ้ารู้สึกหิวบ่อยๆ แนะนำให้กินเมนูลดน้ำหนักด้วยอาหารที่มีกากใยสูง ไฟเบอร์เยอะๆ จะช่วยให้อิ่มท้อง ท้องเต็มๆ นานขึ้นค่ะ แต่ต้องเป็น ไฟเบอร์ที่มีความหนืด (Viscous Fiber) นะคะ

  1. ดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำ

การดื่มน้ำเปล่า ช่วยให้เรากินน้อยลง และลดน้ำหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรากินก่อนกินมื้ออาหาร ผลการศึกษาการกินในผู้ใหญ่ชิ้นหนึ่งพบว่า การดื่มน้ำเปล่าประมาณ 500 มล. สักครึ่งชั่วโมงก่อนกินอาหาร ช่วยลดความอยากอาหาร และทำให้กินน้อยลง

เมื่อสาวๆตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนักแล้ว อย่าเพิ่งใจร้อนและต้องเข้าใจธรรมชาติของการลดน้ำหนักว่าต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะเห็นผลช้าก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ ที่สำคัญ คือ อย่ากังวลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้มากเกินไปจนเครียด เพราะการลดน้ำหนักด้วยวิธีลดน้ำหนักแบบธรรมชาติต้องใช้เวลาอย่างน้อยเป็นเดือน จึงจะเริ่มเห็นผล ซึ่งแม้อาจจะไม่ใช่วิธีลดความอ้วนที่ได้ผลเร็วที่สุด แต่เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน จะช้าหรือเร็วอย่าไปกังวลมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือในวันนี้เราได้เริ่มต้นดูแลสุขภาพตัวเองแล้ว เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

ไวอากร้า ยาปลุกอารมณ์หญิง ยาปลุกอารมณ์ชาย ยาปลุกเซ็ก ยาอึด ยาทน ยาแข็ง หมาป่าแดง

ไวอากร้า หลักการทำงาน สรรพคุณ ผลข้างเคียง

ไวอากร้า คืออะไร มาทำความรู้จักกันเลย Viagra หรือ ซิลเดนาฟิล คือยาหรือสารสังเคราะห์ที่ใช้รักษาในหมู่ผู้ชายที่มีอาการอวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งได้ไม่นานพอที่จะทำกิจกรรมร่วมรักให้สำเร็จลุล่วงได้ หรือที่เรียกว่า “นกเขาไม่ขัน” เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (ED) น้องชายไม่สู้ เป็นต้น

ไวอากร้า ที่มีขายในท้องตลาดมี 4 ชนิดคือ

  1. Sildenafil หรือ ไวอากร้า (ยอดนิยม)
    เป็นยาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด กินก่อนมีเพศสัมพันธ์ 1 ชั่วโมง แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คือ มีผลเสียต่อจอเรตินาในตา ทำให้จะเห็นทุกอย่างเป็นสีฟ้า แต่อาการจะหายไปเองภายใน 2-3 ชั่วโมง
  2. Vardenafil หรือ เลวิตร้า
    ตัวนี้ดีพอๆ กับซิลเดนาฟิล แต่ออกฤทธิ์ได้ไวกว่า 1 ชั่วโมง เพราะเป็นแบบละลายในปากทำให้ได้ผลไว แต่ก็พบว่าบางคนอาจแพ้หรือมีผลข้างเคียงได้เช่นกัน
  3. Tadalafil หรือ เซียลิส
    ตัวนี้บางคนอาจจะเรียกกันว่า ยาวันหยุด หรือ Holiday Pill ซึ่งชนิดนี้เป็นตัวที่ผู้ชายส่วนใหญ่เลือกกินเพราะออกฤทธิ์ได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว เป็นยาที่แรง แต่ก็เสี่ยงกับผลข้างเคียงที่เพิ่มขึ้น
  4. Avanafil หรือสเตนดร้า
    ชนิดนี้เป็นตัวใหม่ที่พึ่งได้รับการรับรองจากอเมริกาและแถบยุโรป ซึ่งข้อดีของมันคือ เป็นชนิดเดียวที่ออกฤทธิ์ได้เร็วที่สุด ภายใน 15 นาทีหลังกินยา จะกินก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ แต่ข้อเสียของมันก็คือ คนที่กินยาไนเตรทห้ามทานเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดความดันต่ำจนเสียชีวิตได้เลย

หลักการทำงาน และสรรพคุณของไวอากร้า

กลไกลการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายคือ เริ่มต้นด้วยการมีสิ่งมากระตุ้น เล้าโลม แล้วร่างกายจะสร้างสารเคมีชนิดหนึ่งที่ชื่อ ซีจีเอ็มพี (cGMP) ไปกระตุ้นที่ผนังหลอดเลือดในอวัยวะเพศชายให้ขยายตัว และช่วยคงความแข็งตัวของอวัยวะเพศไว้ แต่สำหรับในผู้ชายที่มีปัญหามักจะถูก ฮอร์โมนฟอสโฟไดเอสเทอเรส 5 มาทำลายสารซีจีเอ็มพี จึงทำให้อวัยวะเพศอ่อนตัวลง

ส่วนยาไวอากร้านั้นมีหน้าที่ออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนฟอสโฟไดเอสเทอเรส 5 และเมื่อสารซีจีเอ็มพีไม่ถูกทำลาย หลอดเลือดจึงขยายตัวและเป็นเหตุให้อวัยวะเพศแข็งตัวต่อไปได้

อันตรายผลข้างเคียง และข้อห้ามของ Viagra

  1. อาการปกติหลังทานยา แต่ไม่มีอันตราย เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น มีอาการเหนื่อยง่าย เหงื่อออกง่าย เป็นต้น แต่หากใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ ต้องใช้อย่างระมัดระวังและเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  2. อาการผลข้างเคียงสำหรับผู้ใช้ยาครั้งแรกที่พบได้บ่อยๆ คือ ปวดศีรษะ , หน้าแดง, ร้อนวูบวาบ, คลื่นไส้, ตาพร่ามัว , ตาพร่าแสงแดดง่าย หรือ มองเห็นแสงสีฟ้าสีเขียว
  3. ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่อันตราย ได้แก่ ภาวะองคชาตแข็งค้าง ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อองคชาต และการสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน
  4. ข้อห้าม! ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่ได้รับไนเตรต อย่างเช่น ไอซอดิล (isordil), ไนโตรกลีเซอรีน (nitroglycerin) ห้ามใช้ยานี้เด็ดขาด เนื่องจากจะนำไปสู่ภาวะความดันโลหิตตกอย่างรุนแรง ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิต
  5. ไม่ควรรับประทานร่วมกับยาประเภทอื่น โดยเฉพาะยาที่มีฤทธิ์ต่อหัวใจ และระบบหมุนเวียนเลือด
  6. ห้ามทานร่วมกับ ไซเมทิดีน (Cimetidine) เพราะยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของกระแสเลือดมีเพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้
  7. ห้ามใช้ยาร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดอื่นๆนั่นก็คือ อีริโทรมัยซิน (Erythromycin) ยาชนิดนี้เป็นยาต้านเชื้อรา ที่จะไปเสริมฤทธิ์ทำให้เกิดผลข้างเคียง อาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
  8. ไม่ควรรับประทานยาร่วมกับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลก็ฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ โดยเด็ดขาด
ไวอากร้า ยาปลุกอารมณ์หญิง ยาปลุกอารมณ์ชาย ยาปลุกเซ็ก ยาอึด ยาทน ยาแข็ง หมาป่าแดง
โรคปอด

รู้ทันโรคปอดอักเสบ อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า ปอดบวม

โรคปอดอักเสบ หรือที่เรียกว่า “ปอดบวม” เกิดจากสาเหตุของการติดจากเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่ ที่เรียกว่า เชื้อ Streptococcus pneumoniae ซึ่งมีกว่า 90 สายพันธุ์ ไม่เพียงเท่านี้เชื้อนี้ยังสามารถก่อให้เกิดโรคอื่นตามมาได้อีก ได้แก่ การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง และการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งโรคปอดอักเสบนี้ปัจจุบันสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

สาเหตุของการเกิดโรคปอดอักเสบนี้ พบว่ามีความแตกต่างกันในตามสภาพแวดล้อมและแต่ละช่วงวัย โดยร่างกายจะได้รับเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ด้วยวิธีการ ไอ หรือ จาม ทำให้เชื้อที่ลอยอยู่ในอากาศ ที่มีลักษณะละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรงได้ ในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่าการติดเชื้อมักเกิดจากการสำลักน้ำลาย น้ำดื่ม หรืออาหาร ส่งผลให้เชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน เข้าสู่บริเวณปอด จนเกิดโรคปอดอักเสบในที่สุด

นอกจากนี้ผู้ที่ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อมีพัฒนาการของโรคที่รุนแรงขึ้น ก็จะเกิดภาวะปอดอักเสบตามมาได้ ดังนั้นการป้องกันและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ จึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคปอดอักเสบได้อีกด้วย

การวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ

แพทย์จะทำการตรวจ X- Ray ปอด ตรวจเลือดและนำเสมหะ (swap) ของคนไข้ไปตรวจเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจจำแนกแยกเชื้อ ถือเป็นการยืนยันหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของการป่วย ก่อนวางแผนการรักษาให้ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อาการของโรคปอดอักเสบ ที่มักพบได้แก่

  1. มีไข้
  2. เหงื่อออก
  3. หนาวสั่น
  4. ไอมีเสมหะ
  5. คลื่นไส้ อาเจียน
  6. ท้องเสีย
  7. เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ
  8. อ่อนเพลีย หายใจเร็ว เหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบาก

การป้องกันการเกิดโรคปอดอักเสบ

  1. หลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างถูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  2. รักษาสุขอนามัยเสมอเพื่อป้องกันการรับเชื้อสู่ร่างกาย ด้วยการล้างมือทุกครั้งที่มีการหยิบจับสิ่งของและก่อนรับประทานอาหาร
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และการเดินทางไปอยู่ในที่มีผู้คนหนาแน่น
  4. สำหรับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคหัวใจ
  5. แนะนำฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ และวัคซีนไข้หวัดใหญ่
โรคปอด
กาแฟลดน้ำหนัก

5 เทคนิคดื่มกาแฟ ช่วยลดน้ำหนัก ช่วยเร่งการเผาผลาญแคลอรีส่วนเกิน

หลายคนทำงานไม่ได้หากไม่ได้ดื่มกาแฟเป็นอย่างแรกในตอนเช้า แต่พอได้ดื่มกาแฟสักถ้วยแล้วกลับทำให้เรามีพลังงานเหลือเฟือถึงแม้จะเป็นเพียงการดื่มกาแฟแค่อย่างเดียวโดยที่ไม่มีอาหารอื่น ๆ เลย เพราะปริมาณคาเฟอีนในกาแฟทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น ระงับความอยากอาหาร และยังเป็นที่รู้จักในเรื่องการช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรี่และไขมัน นอกจากนี้คาเฟอีนยังมีคุณสมบัติในการทำให้เกิดความร้อน ซึ่งหมายความว่าจะสามารถช่วยเผาผลาญแคลอรีในร่างกายได้

กาแฟยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุอย่างโพแทสเซียมและแมกนีเซียม และด้วยประโยชน์มากมายที่มีอยู่ในกาแฟ เราจึงสามารถดื่มกาแฟเพื่อช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ แต่เดี๋ยวก่อนหากเราดื่มกาแฟผิดวิธีก็อาจเปลี่ยนเป็นการทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแทน ดังนั้นวันนี้เราจึงมี 5 เทคนิคในการดื่มกาแฟเพื่อช่วยลดน้ำหนัก เราควรจะดื่มอย่างไรให้เหมาะสมและได้รับประโยชน์สูงสุดจากเครื่องดื่มยอดนิยม ตามไปดูวิธีของเรากันเลยค่ะ
กาแฟลดน้ำหนัก

คาเฟอีนมีผลต่อการลดน้ำหนักอย่างไร

คาเฟอีนช่วยเพิ่มการเผาผลาญและช่วยเร่งให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นยาระงับความอยากอาหาร หมายความว่าหลังจากดื่มกาแฟ เราจะรู้สึกหิวเพียงเล็กน้อยตลอดทั้งวัน นอกจากนี้คาเฟอีนในกาแฟยังช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและตะคริวหลังออกกำลังกายได้ จึงเหมาะเป็นเครื่องดื่มก่อนออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยม สามารถให้พลังงานในการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี

5 เทคนิคดื่มกาแฟ ช่วยลดน้ำหนัก

  1. ดื่มกาแฟดำ
    หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล นม และสิ่งอื่น ๆ ลงในกาแฟเพียงเท่านี้ก็จะได้กาแฟดำที่มีแคลอรีเป็น 0 คาเฟอีนและกรดคลอโรจีนิกในกาแฟดำช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและช่วยเร่งการลดน้ำหนัก กลับกันหากเราตื่มสารปรุงแต่งรสลงในกาแฟ อาจเป็นการเพิ่มแคลอรี่โดยไม่จำเป็นและทำให้เราลดน้ำหนักได้ช้าลงด้วย
  2. หลีกเลี่ยงครีมเทียมและครีม
    อย่างที่รู้กันว่ากาแฟจะมีรสชาติดีขึ้นมากเมื่อเราเติมครีมหรือครีมเทียม แต่การเพิ่มของอร่อย ๆ แบบนั้นก็เป็นการเพิ่มไขมันและแคลอรี่ด้วย และเมื่อแคลอรี่ของกาแฟเพิ่มขึ้น มันก็จะไม่ช่วยเราลดน้ำหนักอีกต่อไป
  3. ดื่มกาแฟคู่อาหารเช้า
    งานวิจัยบอกว่าควรดื่มกาแฟควบคู่ไปกับอาหารเช้า เพราะกาแฟมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการผลิตกรดในกระเพาะ แต่หากเราดื่มกาแฟโดยไม่มีอาหาร กรดส่วนเกินนี้จะทำลายเยื่อบุของท้อง และอาจส่งผลให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนเครียดเพิ่มมากขึ้น
  4. จำกัดการบริโภคไม่เกิน 2 – 3 ถ้วย
    ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟทำหน้าที่เป็นยาขับปัสสาวะที่ไม่รุนแรง แต่นั่นก็เป็นสาเหตุที่การดื่มกาแฟมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ ดังนั้นควรจำกัดการบริโภคคาเฟอีนให้เหลือเพียง 2 – 3 ถ้วยต่อวัน
  5. ดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอน
    การวิจัยกล่าวว่า ปริมาณคาเฟอีนจากกาแฟ 1 ถ้วยสามารถทำให้คนตื่นตัวได้นานถึง 6 ชั่วโมง หากต้องการลดน้ำหนักให้ประสบความสำเร็จ การปฏิบัติตามสุขอนามัยในการนอนหลับที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญ และการนอนหลับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 7 ชั่วโมงก็ถือเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งคาเฟอีนทำให้เราตื่นได้นานถึง 6 ชั่วโมง ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เรานอนไม่หลับ จึงควรดื่มกาแฟแก้วสุดท้ายก่อนเวลา 16.00 น. หรือหากใครที่เข้านอนตอนช่วง 20.00 น. ก็ควรดื่มกาแฟแก้วสุดท้ายในช่วงเที่ยงวัน
ยาจิตเวช

ข้อควรรู้และควรปฏิบัติเกี่ยวกับยาจิตเวช

ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตหรือภาวะจิตใจที่ไม่เป็นสุข อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของจิตใจ พฤติกรรม อารมณ์ บุคลิกภาพ จนเกิดเป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน การเรียน แต่ความผิดปกติเหล่านี้ สามารถรักษาได้ด้วยยา ซึ่งยาจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

ยาจะไปช่วยอะไรได้บ้าง

• ปรับสมดุลของสารเคมีในสมองให้อยู่ในภาวะสมดุล

• อาการทางจิตสงบลง

• ลดอาการกระวนกระวาย หวาดระแวง หลงผิด

• ลดความเครียด ความวิตกกังวล และอาการซึมเศร้า

• ช่วยให้นอนหลับได้

ยาจิตเวช

ข้อควรรู้เกี่ยวกับยารักษาโรคจิตเวช

  1. ยาจิตเวชไม่ได้ออกฤทธิ์เร็วเหมือนยาแก้ปวด อาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะเห็นผลการรักษาว่าตอบสนองยาดีหรือไม่
  2. ยาจิตเวชไม่ทำให้เกิดอาการติดยา สามารถรับประทานเป็นระยะเวลานานได้ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  3. ยาจิตเวชมีทั้งชนิดเม็ด ชนิดน้ำ ชนิดฉีดที่มีฤทธิ์สั้น และชนิดฉีดที่มีฤทธิ์นาน สามารถควบคุมอาการได้เป็นเดือน แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการเลือกใช้ยาให้เหมาะกับอาการและโรคของผู้ป่วย
  4. ยาจิตเวชอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น มีอาการน้ำลายมาก ลิ้นแข็ง มือสั่น ผู้ป่วยไม่ต้องตกใจหรือกังวลใจ หากพบว่าเกิดผลข้างเคียงจากยา ควรปรึกษาแพทย์ทันที

การดูแลเมื่อเกิดอาการข้างเคียงของยา ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการข้างเคียงของยา ดังนี้

ง่วงซึม ง่วงนอนมาก : ไม่ควรขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรอาจเกิดอันตรายได้ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อลดหรือเปลี่ยนยา

ปากแห้ง : ควรบ้วนปาก จิบน้ำ หรือน้ำมะนาวบ่อยๆ เพื่อให้ปากชุ่มชื่น

ท้องผูก : ควรรับประทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำมากๆ พยายายามเพิ่มการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายทุกวัน

คลื่นไส้ : ควรทำความสะอาดปากและฟัน ดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยวหรืออมลูกอม

พฤติกรรมเชื่องช้าลง : ระมัดระวังการหกล้มหรือการเกิดอุบัติเหตุ

ลิ้นคับปาก น้ำลายไหล : ดูแลเรื่องความสะอาด พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้หงุดหงิด เวลาสื่อสารกับผู้อื่นควรพูดช้าๆ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ

การปฏิบัติตัวของผู้ที่ได้รับยาจิตเวช

  1. เข้ารับการรักษา ควรแจ้งข้อมูลเหล่านี้แก่แพทย์ผู้ตรวจรักษาให้ทราบเสมอ
    • ประวัติการแพ้ยา หรืออาการไม่สบายเมื่อได้รับยาชนิดใด
    • โรคที่เคยเป็น หรือยังเป็นอยู่
    • ยาที่กำลังใช้อยู่ รวมถึงอาหารพิเศษหรือาหารเสริมใดๆ ที่กำลังรับประทานอยู่
    • การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร
    • กำลังจะเข้ารับการรักษาฟันหรือผ่าตัด
  2. รับประทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ แม้ว่าอาการจะทุเลาหรือมีท่าทางหรือมีพฤติกรรมที่เป็นปกติแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบ
  3. ไม่ควรลดหรือเพิ่มยา หรือหยุดรับประทานยาเอง
  4. ไม่แบ่งยาให้ผู้อื่นรับประทาน เนื่องจากเป็นยาเฉพาะบุคคลเท่านั้น
  5. งดสิ่งเสพติดมึนเมาทุกชนิด เช่น เหล้า เบียร์ ยาดอง กัญชา ยาบ้า
  6. พบแพทย์ตามนัด หากมีอาการเปลี่ยนแปลง ควรแจ้งแพทย์ทราบทุกครั้ง
  7. ไม่ควรใช้ยาใดๆ โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชการก่อน
  8. อ่านวิธีใช้ยาบนฉลากยาให้เข้าใจก่อนใช้ยาทุกครั้ง
  9. ใช้ยาตามขนาด วิธี และกำหนดระยะเวลาตามที่แพทย์สั่ง
  10. หากมีอาการผิดปกติระหว่างใช้ยา เช่น มีผื่นคัน แดง หน้าบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หรือหายใจลำบาก ควรกลับมาพบแพทย์ทันทีพร้อมกับนำยาที่ใช้มาด้วย
  11. ยาเกือบทุกชนิดมีฤทธิ์ข้างเคียงที่นอกเหนือจากฤทธิ์สำคัญที่ต้องการ และอาจเกิดขึ้นกับคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากผู้ใช้ยามีปัญหาของฤทธิ์ข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้น ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ยาโควิต19

ยาที่ควรมีติดบ้านในช่วงโควิด-19 นี้

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยยังน่ากังวล และทุกคนต้องอยู่บ้านหากไม่มีความจำเป็นก็ให้งดเดินทาง งดออกจากบ้านหรือ ​Work Form Home เพราะฉะนั้นในช่วงสถานการณ์แบบนี้สิ่งที่ทุกบ้านควรต้องมี คือ ยาสำคัญพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อป้องกันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ยาจะประกอบไปด้วย ยาเพื่อรักษาตามอาการ ซึ่งยากลุ่มนี้สามารถมีติดบ้านไว้ได้ตามปกติ เพื่อบรรเทาอาการของโรคที่อาจเกิดขึ้น ส่วนยาประเภทที่สอง คือ ยาเพื่อรักษาเพื่อลดการเกิดปอดอักเสบ หรือลดการเสียชีวิต เป็นการรักษาเฉพาะเพื่อต่อสู้กับไวรัส ซึ่งจะเป็นยาที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์

ยาช่วงโควิด-19

ยาโควิต19

เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นในช่วงการระบาดของสถานการณ์โควิด-19 ยาที่ควรจะมี หรือสามารถซื้อไว้ติดบ้านได้ จะเป็นยาในกลุ่มแรก คือ ยารักษาตามอาการ หรือยาเพื่อบรรเทาอาการของโรค

  1. ยาประจำตัว สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรวางแผนเรื่องของยาให้มียาทานต่อเนื่อง 1-2 เดือน เพื่อลดการเดินทางไปโรงพยาบาล และลดการกำเริบของโรค
  2. ยาพาราเซตามอล โดยให้กินยาพาราเซตามอลทันทีเมื่อมีไข้ หรือมีไข้สูงเกิน 37 องศาเซลเซียส เนื่องจากนอกจากอาการโควิด-19 การมีไข้สูงอาจทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น หัวใจเต้นเร็ว ร่างกายอ่อนเพลีย หรือร่างกายขาดน้ำ

ทำไมถึงไม่แนะนำให้ใช้ยาแอสไพรินในการลดไข้ : จากข้อมูลเบื้องต้นคุณหมอมักไม่แนะนำให้ใช้ยาแอสไพรินในการรักษาอาการไข้หวัดใหญ่ หรือผู้ที่มีไข้สูง โดยเฉพาะในเด็ก เพราะอาจจะเป็นการเพิ่มสาเหตุของอาการตับอักเสบมากขึ้น

  1. ยาฟ้าทะลายโจร เป็นยาช่วยบรรเทาอาการที่ไม่รุนแรง แต่ไม่ได้ช่วยป้องกันการป่วยจากโควิด-19 ใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดโรครุนแรง หรือผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว ใช้เมื่อเริ่มมีอาการป่วยเล็กน้อย เช่น คัดจมูก มีน้ำมูก ไม่ควรกินเกินวันละ 180 มิลลิกรัม แบ่งกินวันละ 3-4 ครั้ง
    ข้อควรระวัง :
  • ไม่ควรกินเกิน 5 วัน หลังกินยาฟ้าทะลายโจรไป 3 วันหากอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์
  • ไม่ควรกินยาฟ้าทะลายโจร ร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาลดความอ้วน
  • ควรเลือกซื้อยาฟ้าทะลายโจรที่ผ่านการรับรองจาก อย.เท่านั้น
  1. ยาแก้ไอแบบเม็ด Dextromethorphan ถ้ามีอาการไอเยอะ สามารถกินได้ แต่ควรกินตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ และกินเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีอาการปอดอักเสบ เนื่องจากสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบแล้ว หลายคนจะมีอาการไอมากกว่าปกติ รวมถึงมีเสมหะจำนวนมาก ซึ่งผลิตจากถุงลมส่วนล่าง ที่พยายามจะขับออกมาเวลามีเชื้อ ดังนั้นหากมีอาการปอดอักเสบแล้ว กินยาแก้ไอลักษณะนี้ เหมือนเป็นการไปกดอาการไอมากจนเกินไป ทำให้ร่างกายจะขับเสมหะออกมาตามธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้
  2. ยาลดน้ำมูก Chlorpheniramine หรือ CPM เป็นยาเพื่อช่วยลดเสมหะ ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น สามารถบรรเทาอาการได้ ในคนที่มีอาการเยอะ
    ข้อควรระวัง : หากเป็นผู้ป่วยโรคไต หรือ โรคตับบางอย่างที่มีข้อห้ามในการใช้ก็ต้องระมัดระวัง
    ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น : หากใช้มากเกินไปอาจทำให้น้ำมูกแห้ง คอแห้ง ปากแห้ง หรือมีอาการง่วงซึมได้ ควรใช้เท่าที่จำเป็น หรือใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  3. ยาแก้แพ้ Fexofenadine เป็นยาที่มีฤทธิ์ช่วยลดน้ำมูก สามารถมีติดบ้านได้ แต่ให้ทานเท่าที่จำเป็น หรือใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  4. ผงเกลือแร่ ORS (Oral Rehydration Salts) หรือที่เรียกว่า ผงน้ำตาลเกลือแร่ (Electrolyte Powder Packet) คือ สารที่ช่วยทดแทนการสูญเสียเกลือแร่ มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มพลังงาน เกลือแร่ และน้ำในร่างกาย รวมทั้งป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการสูญเสียน้ำ และเกลือแร่จากอาการท้องเสีย หรือ อาเจียน ให้ชงเกลือแร่ ORS ผสมน้ำต้มสุก น้ำสะอาด จิบเรื่อยๆ ทั้งวัน (ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตและโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์ก่อน)
  5. ยาสามัญประจำบ้านอื่น ๆ เพื่อใช้รักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น
  • ยาเม็ดลดกรด อะลูมินา-แมกนีเซีย-ไซเมธิโคน
  • ยาธาตุน้ำแดง ลดอาการท้องอืด
  • ผงถ่านรักษาอาการท้องเสีย
  • ยาระบายมะขามแขก
  • ยาถ่ายพยาธิลำไส้ มีเบนดาโซล
  • ยาแก้ไอน้ำดำ
  • ยาดมแก้วิงเวียน
  • ยาหม่อง
  • ยาโพวิโดน-ไอโอดีน ใส่แผลสด
  • น้ำเกลือล้างแผล
  • คาลาไมน์โลชั่น ยาทาแก้ผดผื่นคัน